Healthy Gifts for Life ขอเป็นกำลังใจ ให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 
          "เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน"









































































ของมันต้องมี ดูแลตัวเอง พกไปทุกที่เพื่อความมั่นใ
































































































































ღღ HEALTH CARE

วันที่ 20 เมษายน 2564
◉➤ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงประสิทธิภาพของฟ้าทะลายโจรในการป้องกันโควิด-19 โดยระบุว่า สารแอนโดรกราโฟไลด์ ในฟ้าทะลายโจร มีฤทธิ์ในการต้านไวรัสในหลอดทดลอง แต่เมื่อไปอยู่ในเซลล์ของร่างกายแล้ว ปรากฏว่าเชื้อไวรัสสามารถทะลุทะลวงเข้าไปในเซลล์ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ได้ ดังนั้น ฟ้าทะลายโจรจึงไม่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ เมื่อไม่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงมีความสำคัญมาก
➤ แต่ในแง่มุมของการรักษา ฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าไวรัสและแบคทีเรียบางตัวในหลอดทดลองได้ นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังเป็นยาลดไข้ที่ดี และที่หลายคนได้ยินมาว่า เชื้อโควิด-19 ไม่น่ากลัวเท่ากับการอักเสบที่ตามมา ซึ่งในฟ้าทะลายโจรช่วยลดการอักเสบ
➤ จากการทดลองในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 304 ราย ซึ่งเริ่มจากผู้ป่วยที่มีอาการน้อย ไม่มีอาการปอดบวม ให้รับประทานยาฟ้าทะลายโจร ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ในขนาด 180 มล. ต่อวัน เป็นเวลา 5 วัน พบว่าทุกรายอาการดีขึ้น ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่อาจจะมีอาการเล็กน้อย เช่น วิงเวียน ถ่ายเหลว ดังนั้นจึงคิดว่าฟ้าทะลายโจรมีโอกาสเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการน้อย

◉➤ ข้อห้ามในการใช้ฟ้าทะลายโจร ผู้ที่ควรระวังได้แก่
➢ ผู้แพ้ยาฟ้าทะลายโจร
➢ หญิงตั้งครรภ์
➢ หญิงให้นมบุตร
➢ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต
➢ ที่สำคัญคือไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ร่วมกับยาวาร์ฟาริน แอสไพริน โคลพิโดเกรล ยาลดความดันโลหิต.

◉➢ การสร้างภูมิคุ้มกัน
เป็นเกราะสำคัญในการป้องกันโรค
ตั้งแต่มาตรการ DMHTT การรับประทานอาหาร เน้นเครื่องเทศ ผัก ผลไม้ พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกาย และสัมผัสแดดในช่วงเช้าหรือเย็น ล้วนแล้วแต่ต้องดำเนินการเป็นองค์รวม
➢ อย่าใช้เครื่องมือเดียว
เพราะโควิด-19 เป็นโรคใหม่ที่เรายังไม่เข้าใจทั้งหมด ยังคงต้องผนึกกำลังของเครื่องมือในการดูแลสุขภาพทุกเครื่องมือเข้าด้วยกัน



◉➤ อภัยภูเบศรย้ำ! ข้อเท็จจริงฟ้าทะลายโจรกับโควิด19
◉ ประเด็นแรก
สารสกัดฟ้าทะลายโจร และสารแอนโดรกราโฟไลด์ ซึ่งเป็นสารสำคัญในฟ้าทะลายโจร มีความสามารถในการยับยั้งกระบวนการติดเชื้อไวรัสของเซลล์ปอด โดยผ่านกลไกที่สำคัญ คือ การยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโควิดในทุกระยะ จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาการใช้ฟ้าทะลายโจรเป็นยาเดี่ยว หรือใช้ควบรวมกับสูตรยามาตรฐานในการรักษาผู้ที่ติดเชื้อโควิด
➢ ปัจจุบันผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร “Natural Products” เป็นที่เรียบร้อย
◉ ประเด็นที่สอง
➤ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสนับสนุนการใช้ฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด-19 ได้ แต่มีการศึกษาพบว่าการใช้ฟ้าทะลายโจรขนาดต่ำ ๆ (แอนโดรกราโฟไลด์ 11.2 มิลลิกรัม/วัน) กิน 5 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยป้องกันหวัดได้ ซึ่งนักวิจัยได้กล่าวถึงผลในการป้องกันหวัดว่า น่าจะเกิดจากฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งก็มีงานวิจัยที่สนับสนุนอยู่มากพอควรว่าฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
➢ สำหรับผู้ประสงค์จะใช้ฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ต้องกินฟ้าทะลายโจรขนาดต่ำ ๆ และต้องไม่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ตับและไตต้องดี และไม่ได้กินยาละลายลิ่มเลือดที่ชื่อวาร์ฟาริน
◉ ประเด็นที่สาม
➤ ผู้ช่วยผู้อำนวยการรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันที่จำเพาะสำหรับเชื้อโควิด ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง ลดภาระของระบบบริการสุขภาพได้ การใช้ฟ้าทะลายโจรมีข้อมูลสนับสนุนว่ามีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันทั้งภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันจำเพาะแต่ยังไม่มีการศึกษากับเชื้อโควิดโดยตรง
➢ ดังนั้นประชาชนควรฉีดวัคซีน ซีงจะเห็นได้จากประเทศอังกฤษที่มีการฉีดวัคซีนกันอย่างกว้างขวางทำให้อัตตราการติดเชื้อลดลง
◉ ประเด็นที่สี่
➤ ฟ้าทะลายโจรที่เป็นสารสกัดมีฤทธิ์ดีและปลอดภัยกว่าผงบดหยาบ ขึ้นกับมาตรฐานการผลิตและโรคที่นำไปใช้ ใน Thai Herbal Pharmacopoeia กำหนดไว้ว่า ต้องมีปริมาณแลคโตนรวมไม่น้อยกว่า 6% และแอนโดรกราโฟไลด์ไม่น้อยกว่า 1%
➢ ซึ่งในมาตรฐานดังกล่าวใช้สำหรับบรรเทาอาการเจ็บคอและบรรเทาอาการของโรคหวัด (common cold) เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยขนาดที่แนะนำ 1500-3000 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน หรือใช้สารสกัดแอนโดรกราโฟไลด์ก็ได้ ประมาณ 60-120 มิลลิกรัม/วันในการบรรเทาอาการเจ็บคอและหวัด


◉ ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรต้านไวรัส
➤ จากงานวิจัยในคน พบว่า
➢ ฟ้าทะลายโจร 1,200 มก./วัน ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ในผู้ที่เป็นหวัด
➢ ฟ้าทะลายโจร 6,000 มก./วัน ช่วยลดอาการไข้และเจ็บคอ ได้ 80-90% ในผู้ป่วยที่มีอาการทอลซิลอักเสบเฉียบพลัน
➤ จากงานวิจัยอื่น ๆ พบว่า
➢ ช่วยลดอาการผิดปกติของปอด และลดอัตราการเสียชีวิตของสัตว์ทดลองที่ติดเชื้อไวรัส H5N1, H9N2, และ Influenza A ได้ดี
➢ ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัส H5N1 ในหลอดทดลองได้
➤ ประโยชน์ของฟ้าทะลายโจร
➢ ต้านไวรัส
➢ ต้านเชื้อแบคทีเรีย
➢ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
➢ ต้านเชื้อมาลาเรีย
➢ ลดความดันเลือด
➢ ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด
➢ ป้องกันความเป็นพิษของตับ

สนใจ ดูข้อมูล สั่งซื้อ ●➤ [ที่นี่]



ღღ ส่งความห่วงใย ทุกพื้นที่
ร่วมกัน “ยกขบวนความสะอาด ตั้งการ์ดสูง”
ด้วยชุดผลิตภัณฑ์คุณภาพ "ยืนหนึ่งเรื่องความสะอาด" มั่นใจ ปลอดภัย ชัวร์

◉➢ เสริมเกราะป้องกันให้ร่างกาย
➢ ด้วยสารอาหารมากคุณประโยชน์...
➢ อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยนะคะ
❤️ ด้วยความปรารถนาดีจากกิฟฟารีน ❤️

▼ สารอาหารมากคุณประโยชน์...▼



ღღ ส่งความห่วงใย ทุกพื้นที่
ร่วมกัน “ยกขบวนความสะอาด ตั้งการ์ดสูง”
ด้วยชุดผลิตภัณฑ์คุณภาพ "ยืนหนึ่งเรื่องความสะอาด" มั่นใจ ปลอดภัย ชัวร์
เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนนะคะ

   
    

                 สร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง
     การสร้างภูมิคุ้มกันไม่ได้มาจากวัคซีนอย่างเดียว ทุกคนควรต้องดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารเพื่อสุขภาพ ตรวจเช็กร่างกายประจำปี เพื่อลดโอกาสของการติดเชื้อจากโรคต่างๆ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็ยังออกนอกบ้านและมีโอกาสเสี่ยงที่จะรับเชื้อและมาแพร่สู่คนที่บ้านและคนใกล้ชิด เพราะไม่สวมหน้ากากอนามัยที่บ้าน ทุกคนยังนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันโดยไม่ได้เว้นระยะห่าง จึงอยากให้เห็นความสำคัญของการป้องกันตนเองด้วยเกราะป้องกัน 4 ข้ออย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง การล้างมือ และการหลีกเลี่ยงสัมผัสพื้นผิวสาธารณะและใบหน้า

อย่างไรก็ตาม เกราะป้องกันทั้ง 4 ข้ออาจยังไม่เพียงพอต่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้ จึงเป็นที่มาของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนซึ่งเป็นอีกทางออกหนึ่งที่คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค เพราะ "การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา" อีกทั้ง การสร้างภูมิคุ้มกันไม่ควรนั้นควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงอายุ เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ และจะลดภาระด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคได้อย่างมหาศาลอีกด้วย

     ขอขอบคุณข้อมูล :รศ. นพ. ชิษณุ พันธุ์เจริญ สาขาวิชาโรคติดเชื้อและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิจัยโรคติดเชื้อเด็กและวัคซีน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

      

         วัคซีนป้องกันโควิด-19 มีหลายชนิด ได้แก่
1.วัคซีนชนิดเชื้อเป็น แต่อ่อนฤทธิ์ (live-attenuated vaccine) เป็นการใช้เชื้อที่ปรับแต่งพันธุกรรมให้มีฤทธิ์อ่อนลงที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ แต่ไม่สามารถทำให้เกิดโควิด-19 ได้ เป็นวัคซีนที่มีการพัฒนาทั้งการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และให้วัคซีนผ่านทางจมูกเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อบุต่าง ๆ

2.วัคซีนชนิดเชื้อตาย (inactivated or killed vaccine) เป็นการผลิตโดยการเพาะเซลล์ไวรัสแล้วนำสารเคมีมาทำให้เชื้อตาย ภูมิคุ้มกันจะทำลายทั้งโปรตีนหนาม (spike protein) และส่วนอื่น ๆ ของไวรัส ส่วนมากมักฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ขณะนี้มีการพัฒนาในจีน อินเดีย และคาซัคสถาน

3.วัคซีนแบบใช้ไวรัสอื่นเป็นพาหะ (viral vector vaccine) เป็นการใช้ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ มาเป็นพาหะ (vector) โดยการนำสารพันธุกรรมที่ตัดต่อเอาเฉพาะส่วนที่จะถอดรหัสเป็นหนาม (spike) ของไวรัส SARS-CoV2 เข้าไปในเซลล์ของมนุษย์ เมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ทำให้ร่างกายสามารถใช้ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายจดจำเอาไว้จากวัคซีนมาทำลายไวรัสที่เข้ามาสู่ร่างกายได้ ได้แก่ วัคซีนจากสหราชอาณาจักร ชื่อ AstraZeneca-Oxford และจากรัสเซีย ชื่อ Gamaleya

4.วัคซีนที่ฉีดสารพันธุกรรม ได้แก่

4.1 ดีเอ็นเอวัคซีน (DNA vaccine) คือ วัคซีนที่มีสารพันธุกรรมหลักนิวเคลียสของเซลล์ (nucleus) สามารถผลิตได้ง่ายและได้ปริมาณมากโดยใช้แบคทีเรียบางชนิด เช่น อีคอไล (E.coli) วัคซีนชนิดนี้อาจมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันไม่ค่อยสูง

4.2 เอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีน (mRNA vaccine) ซึ่งคำว่า mRNA ย่อมาจาก messenger RNA เป็นอาร์เอ็นเอที่ได้จากการถอดรหัสของยีน (gene) สำหรับสังเคราะห์เป็นโปรตีนต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเปลี่ยนถ่ายข้อมูลพันธุกรรม โดยตัวมันเองอยู่นอกนิวเคลียสของเซลล์ ทำให้วัคซีนไม่ได้มีผลกับดีเอ็นเอ ทำให้ผลิตได้ง่ายในห้องปฏิบัติการ ในขณะนี้มีการใช้วัคซีนชนิดนี้ในสหรัฐอเมริกา ชื่อ mRNA 1273 (Moderna COVID-19 vaccine) และ COVID-19 mRNA vaccines BNT162b2 (Pfizer-BioNTech COVID-19 vaccine)

5.วัคซีนที่ผลิตจากการตัดต่อโปรตีน (recombinant protein vaccine) เป็นการรวมโปรตีนที่ผลิตออกมาจากสารพันธุกรรมของไวรัส ซึ่งมีหลายแบบที่ขณะนี้กำลังพัฒนา ได้แก่ กลุ่มที่เน้นที่โปรตีนหนามเป็นหลัก (recombinant spike-protein vaccine) หรือใช้อนุพันธ์โครงสร้างที่เหมือนไวรัส (virus-like particle vaccine : VLP vaccine)



วัคซีนมีความปลอดภัยหรือไม่ และฉีดกี่ครั้ง ?

     มีรายงานว่า มีอาการเจ็บหรืออักเสบบริเวณที่ได้รับวัคซีนบ้าง บางครั้งอาจมีอาการคล้ายเป็นหวัดหลังฉีดวัคซีน แต่มักจะหายไปเองใน 1-2 วัน เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ และยังมีการให้วัคซีนไม่นานมาก จึงยังไม่ทราบผลระยะยาว มีข่าวออกมาว่ามีผู้ที่ได้รับวัคซีนบางรายเสียชีวิต แต่ขณะนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    การรับวัคซีนกี่ครั้งจะขึ้นอยู่กับวัคซีนที่ได้รับ ส่วนใหญ่วัคซีนที่ผลิตในขณะนี้จะให้ฉีด 2 ครั้ง โดยครั้งที่สองจะกำหนดไว้ประมาณ 3-4 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีนครั้งแรก เพื่อที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายสูงเพียงพอที่จะทำให้ไม่เกิดโรค หรือถ้าเกิดโรคก็จะไม่รุนแรงเท่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน


   ขณะนี้มีการพัฒนาวัคซีนในประเทศไทยโดยการวิจัยในประเทศเอง และทำความร่วมมือในการวิจัยจากต่างประเทศ และมีการทำสัญญาในการจัดซื้อ จัดหาเข้ามาในประเทศไทย หรือการนำเทคโนโลยีในการผลิตเข้ามาเพื่อเปิดโรงงานผลิตในประเทศไทยเพื่อใช้ในประเทศและส่งออกไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย



โดยทั่วไปมีความจำเป็นจะต้องพิจารณาว่ากลุ่มใดมีความเสี่ยงสูงที่สุด หรือมีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนมากที่สุด ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนดำเนินงาน ปริมาณวัคซีนที่ผลิตได้ทั่วโลกคาดว่าจะเพียงพอสำหรับทุกคนภายใน 2-3 ปี แต่เนื่องจากวัคซีนเป็นที่ต้องการทั่วโลก และไม่สามารถผลิตได้โดยง่าย ในช่วงแรกอาจมีความจำเป็นต้องคัดเลือกกลุ่มคนที่รับวัคซีนอย่างเหมาะสม

อ้างอิง : https://www.who.int/publications/m/item/draft-landscape-of-covid-19-candidate-vaccines เข้าถึงข้อมูลล่าสุด วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564

https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/vaccines/index.html เข้าถึงข้อมูลล่าสุด วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564

https://www.nhs.uk/conditions/coronavirus-covid-19/coronavirus-vaccination/coronavirus-vaccine/ เข้าถึงข้อมูลล่าสุด วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564

หมายเหตุ : อ.พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล



















          ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย

 ➤  ปกติแล้วรอบๆ ตัวเรามีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมมากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือชนิดที่เกาะอยู่กับตัวมนุษย์ สัตว์และสิ่งของ หรืออยู่ในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะจู่โจมร่างกายของพวกเราตลอดเวลา แต่เหตุที่เราไม่เจ็บป่วยก็เพราะร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงคอยช่วยต่อสู้ แต่ถ้าเมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันภายในตัวเราอ่อนกำลังลงแล้ว
เราก็จะแสดงอาการเจ็บป่วยทันทีดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันภายในบกพร่องมักจะป่วยด้วยโรคต่างๆ และอาจเสียชีวิตก่อนวันอันควร 
ขณะเดียวกันถ้าภูมิคุ้มกันไวเกิน ก็จะป่วย
ไปอีกแบบได้แก่ เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ลมพิษ หอบหืด จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล 
รวมถึงโรคที่ร้ายแรงมากขึ้นไปอีก เช่น โรค SLE (เอส แอล อี หรือโรคพุ่มพวง) และรูมาตอยด์ เป็นต้น

     ➤สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเต็มไปด้วยเชื้อโรคต่างๆที่ตามองไม่เห็น เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และปรสิต ซึ่งในแต่ละวันเราต้องสัมผัสกับเชื้อโรคมากมายนับไม่ถ้วน จึงมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยจากเชื้อโรคเหล่านั้น แต่ร่างกายของเรามีกลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่คอยปกป้องจากสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งเชื้อโรคเหล่านั้นโดยระบบภูมิคุ้มกันจะมีความสามารถในการทำลายเชื้อโรคโดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ในร่างกาย แต่ถ้าหากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำหน้าที่ได้ปกติหรือเสียสมดุล ก็จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่
➤โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง ดังนั้นจึงควรเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มีความสมดุลและแข็งแรง
โดยการรับประทานอาหารและวิตามินที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ
และ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆเป็นต้น

แพ้อากาศ อากาศเปลี่ยน
ระบบหายใจ มีอาการตั้งแต่น้ำมูกไหล จาม คันจมูก คัดจมูก (คนทั่วไปเรียกว่าโรคแพ้อากาศ)
แพ้ขนสัตว์
โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจแพ้ขนและรังแคสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข เชื้อราในอากาศ
แพ้เกสรพืช ละอองพืช
โรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจแพ้เกสรพืช เชื้อราในอากาศ หรือไรฝุ่นในบ้าน
สาเหตุของโรคภูมิแพ้พันธุกรรม โรคภูมิแพ้หลายโรคจะเกิดขึ้นได้ง่ายถ้ามีพันธุกรรม เช่น โรคหืด โรคแพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ในเด็กยิ่งถ้ามีประวัติว่าทั้งพ่อและแม่เป็นจะยิ่งมีโอกาศมากกว่าพ่อ
หรือแม่เป็นฝ่ายเดียว กล่าวคือถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50
แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียง 10%
➤โรคภูมิแพ้บางอย่าง สาเหตุจากพันธุกรรมไม่ค่อยเป็นปัจจัยสำคัญมากนัก เช่น ลมพิษ แพ้จาการสัมผัส เช่น แพ้เครื่องประดับ แพ้เครื่องสำอาง เป็นต้น
➤สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายเราเกิดจากสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ไม่ว่าสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าร่างกายโดยการหายใจ การรับประทาน หรือการสัมผัส 
 ➤สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ง่าย เช่น มีอาการหลังจากรับประทานทะเลอาจเกิดผื่นลมพิษภายในเวลาครึ่งชั่วโมง
หรือกินยาแล้วมีผื่นขึ้น ผู้ป่วยกวาดบ้าน เล่นกับแมวหรือสุนัขแล้วเกิดอาการจาม คัดจมูกหรือหอบ
➤สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ยากเพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เกสร เชื้อราในอากาศ หรือไรฝุ่นในบ้าน ซึ่งพบมากตามที่นอน หมอน โซฟาห้องรับแขก พรม ฯลฯ
➤นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดของโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศเย็น มลพิษในอากาศจากความควันรถ ควันโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นละอองตามท้องถนน ควันบุหรี่อีกด้วย

     ➤ มีอาการอย่างไร จึงสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ระบบการหายใจ ตั้งแต่จาม คันจมูก น้ำมูกไหล คัดจมูก คันตา คันคอ 
หรือไอเรื้อรังมีเสมหะ มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเสียงดังวี้ดๆ อาการดังกล่าวอาจเป็นๆ หายๆอาจมีอาการเป็นไปตามฤดูกาล 
หรือเป็นตลอดเกือบทั้งปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุ
➤ระบบผิวหนัง อาจแสดงเป็นลมพิษ ผื่นคันตามข้อพับ ในเด็กอาจมีผื่นแดงบริเวณแก้ม
➤ระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ปวดท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด
แสดงอาการทุกระบบ ในคนที่แพ้รุนแรง อาจมีทั้งอาการหอบ หายใจลำบาก ลมพิษขึ้น ช็อคหรืออาจเสียชีวิต
➤การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้  แพทย์จะซักประวัติผู้ป่วยโดยละเอียด การตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางราย 
หรือในรายที่ต้องการทราบสาเหตุว่าแพ้อะไรอาจใช้การทดสอบผิวหนัง

  ➤การรักษาโรคภูมิแพ้ หลีกเลี่ยงจากสารที่แพ้ (ถ้าเราทราบว่าแพ้สารอะไร)
➤หากทราบว่าแพ้สารอะไร ก็พยายามหลีกเลี่ยงสารนั้นให้มากที่สุด
เมื่อสารก่อภูมิแพ้ไม่เข้าร่างกายก็จะไม่มีอาการ สารก่อภูมิแพ้บางอย่างหลีกเลี่ยงง่ายเช่น
➤หลีกเลี่ยงจากสัตว์เลี้ยง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคลดลงได้ สารบางอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น เกสรหญ้า เกสรต้นไม้ 

เชื้อราในอากาศ ที่มีอยู่ในบรรยากาศที่
➤เราหายใจ มีมากน้อยแล้วแต่สถานที่และฤดูกาล สารบางอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากแต่ทำให้น้อยลงได้ เช่น ไรฝุ่นตามที่นอน

หมอน พรม ก็หมั่นทำความสะอาด ดูดฝุ่นสม่ำเสมอ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนควรทำความสะอาดบ่อยๆ 
ถ้าซักด้วยเครื่องควรปรับอุณหภูมิให้ร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส และซักทุกสัปดาห์ จะช่วยลดจำนวนไรฝุ่นได้ หรืออาจใช้ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนกันไรฝุ่น ก็จะช่วยลดไรฝุ่นในที่นอน ที่ก่อให้เกิดอาการได้พอสมควร ในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้จากการสัมผัส
เช่น ผื่นคันบริเวณที่ถูกเครื่องประดับ เครื่องสำอางค์ ก็งดการใช้ผื่นก็จะไม่เกิด


เครื่องฟอกอากาศ ก็เป็นตัวช่วยที่จำเป็นที่ดีในระดับหนึ่ง สำหรับคนแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ สามารถตั้งได้ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงานในบ้าน สะดวกมาก
GIFFARINE BIONAIRE  BAP 1570
เหมาะกับห้องขนาด40 ตร.ม มีพัดลม 3 ระดับ

UP TO 99.999% ULPA FILTER AIR PURIFIER
ใช้แผ่นกรองพิเศษ ระดับ ULPA มีประจุลบทำให้อากาศสดชื่น แบบธรรมชาติ
เบต้า กลูคิดส์
อร่อย มีประโยชน์
เบต้า กลูคิดส์
มีวิตามินซี
เบต้า กลูคิดส์

เบต้า กลูแคน 12.5 มก.

➤ผู้คนที่สนใจในเรื่องสุขภาพจึงมักจะสนใจดูแลภูมิคุ้มกันภายใน ด้วยการเอาใจใส่เรื่องโภชนาการ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ในที่นี้จึงขอแนะนำสารอาหารที่ช่วยในเรื่องการเสริมและปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งก็มีหลายชนิดให้เลือกรับประทาน เช่น พลูคาว ปัณจะภูตะ สมุนไพร 39 ชนิด และฟลาโวกลูแคนสารสกัดจากเห็ดยามาบูชิทาเกะ เห็ดไมทาเกะ 


ปัญจะ ภูตะ สมุนไพร 39 ชนิด
ดื่มทุกวัน ได้ประโยชน์ดีๆ ทุกวัน


ปรับสมดุลธาตุ หยิน หยาง
พฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

โปรโมชั่นคุ้ม



เบต้า พลูคาว  พลูคาวสกัด ผสมเบต้า กลูแคน
โรคภูมิแพ้ผิวหนัง หอบหืด คัดจมูกจาม หวัด


ฟลาโว กลูแคน ผสมเบต้า กลูแคน สารสกัดจากเห็ด
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย



สินค้าแนะนำ (RECOMMENDED)
▷ คลิกดูข้อมูลสินค้าแนะนำในหมวดหมู่อื่น ๆ 🔽



Contact
สอบถาม สั่งซื้อ หรือสมัครสมาชิก
เพื่อรับส่วนลดในการซื้อสินค้า
ติดต่อได้ที่...
แตะคลิกที่ ปุ่มโทร หรือ ปุ่มไลน์
หรือกรอกรายละเอียด ข้อมูล
ที่แบบฟอร์มด้านล่างแล้วกดส่งถึงเรา
ปัทมา ชินวัต
โทร. 0824291416
ID Line - tuk2807
Email: [email protected]
Visit 7592 
Presented by healthygiftsforlife.com
  โทร   สอบถาม